การให้ความสำคัญด้านคุณค่าและประโยชน์ของการเล่นกีฬาเบสบอล

การสื่อสารเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการแข่งกีฬาเบสบอล

นักกีฬาเบสบอลลูกครึ่งไทย-อเมริกัน จอห์นนี่ เดวิด เดมอน

Comments Off

February 5th, 2015 Posted 5:11pm

จอห์นนี่ เดม่อน วัย 32 ปี กลายเป็น talk of the town ในสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะแวดวงเบสบอล MLB : Major League Baseball เดม่อนมีคุณพ่อเป็นชาวอเมริกัน ส่วนคุณแม่เป็นคนไทย เกิดเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน ปี 1973 ถูกดราฟท์เข้าสู่ลีก MLB ในปี 1992 ในอันดับ 35 โดย แคนซัส ซิตี้ รอยัลส์ แต่มาสร้างชื่อให้แก่ตัวเองครั้งเล่นให้ บอสตัน เรดซ็อคส์ และก็พาทีมครองแชมป์ครั้งแรกในรอบ 86 ปี สำเร็จ เมื่อฤดูกาล 2004/05 ที่เพิ่งผ่านมา อย่างไรก็ตามในซีซั่นหน้า แฟนๆเดม่อนคงต้องตามเชียร์เขากับแยงกี้ส์ต่อไป

จอห์นนี่ เดวิด เดมอน มีชื่อเล่นคือ ไนโทร เป็นนักเบสบอลตัวรับระดับอาชีพชาวอเมริกัน เดมอนได้เล่นให้แก่ทีมแคนซัสซิตีรอยัล (ใน ค.ศ. 1995 – 2000), โอคแลนด์แอธเลติก (ค.ศ. 2001), บอสตันเรดซอกซ์ (ค.ศ. 2002-2005), นิวยอร์กแยงกี้ (ค.ศ. 2006-2009), ดีทรอยต์ไทเกอร์ (ค.ศ. 2010), แทมป้าเบย์เรย์ (ค.ศ. 2011) และคลีฟแลนด์อินเดียน (ค.ศ. 2012) ปัจจุบันเขาเป็นนักเบสบอลที่ยังคงสร้างผลงานอย่างต่อเนื่องในระดับอาชีพเป็นอันดับสองในการทำทริปเปิล (109 ครั้ง), อันดับสามในการทำรัน (1,668 ครั้ง) และอันดับสี่ทั้งในการทำฮิต (2,769 ครั้ง) รวมถึงการแย่งฐาน (408 ครั้ง)

จากสถิติการคว้าแชมป์ เวิลด์ ซีรีส์ 2 สมัย, ออลสตาร์ เมเจอร์ลีก 2 สมัย และร่วมทีมชาติสหรัฐฯ มาก่อน ทำให้เขามีโอกาสอย่างสูงในการเข้าสู่ หอเกียรติยศ ฮอลล์ ออฟ เฟม ของสมาคมเบสบอลอาชีพสหรัฐอเมริกา หรือ เอ็มแอลบี แต่หากเขาสามารถตีได้เกิน 3,000 ครั้ง ซึ่งขณะที่เขามีสถิติ 2,769 ก็จะเป็นการการันตีการเข้าสู่หอเกียรติยศสูงสุดของอาชีพเบสบอล

จอห์นนี เดมอน เริ่มเป็นขวัญใจชาวอเมริกัน เมื่อ ปี 2001 ขณะที่เขาอยู่กับ ทีมเรดซ็อกส์ ของบอสตัน ในปี 2004 เขาสามารถตีโฮมรัน และพาทีมชนะ ทีมแยงกี้ ซึ่งถือว่าเป็นทีมอันดับ 1 ในขณะนั้นลงได้ โดยชัยชนะในนัดนั้น ส่งผลให้ทีมของเขาคว้าแชมป์ในปีเดียวกันไปด้วย จอห์นนีนับเป็นนักเบสบอลคนที่ 5 ในประวัติศาสตร์ของการแข่งขันเบสบอลอเมริกัน ที่ทำได้ถึง 20 โฮมรันในการแข่งขันฤดูกาลปี 2004 ที่ ทีมเรดซ็อกส์ สร้างประวัติศาสตร์โค่นทีมยักษ์ใหญ่จากนิวยอร์คอย่าง ทีมแยงกี้ ลงได้ แถมจอห์นนียังคว้าตำแหน่ง ท็อป 100-30 ดับเบิล ติดต่อกันยาวนานถึง 9 ปีติดต่อกันอีกด้วย

Hanshin Koshien Stadium สนามกีฬาเบสบอลอันยิ่งใหญ่ของคนญี่ปุ่น

Comments Off

January 30th, 2015 Posted 2:57pm

ประเทศญี่ปุ่น ที่นี่เบสบอลถือเป็นจิตวิญญาณของชาวอาทิตย์อุทัยที่มีการเล่นกันอย่างจริงจังมาช้านาน ซึ่งมีการแข่งขันกันทั้งในระดับโรงเรียน มหาวิทยาลัย และระดับลีกอาชีพ ซึ่งหนึ่งในสุดยอดรายการการแข่งขันเบสบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นก็คือการแข่งขันชิงชนะเลิศระดับมัธยมปลาย ที่จะคัดเลือกเอาตัวแทนของจังหวัดมาแข่งขันกันที่สนามฮานชิง โคชิเอ็ง (Hanshin Koshien Stadium) การได้เข้ามาเล่นในสนามแห่งนี้ถือเป็นความใฝ่ฝันของเด็กผู้ชายญี่ปุ่นทุกคน การที่ต้องเป็นตัวแทนของจังหวัดจึงทำให้การแข่งขันรายการนี้มีความดุเดือดเป็นอย่างมาก

สนามกีฬาฮันชินโคชิเอ็ง เป็นสนามกีฬาเบสบอลตั้งอยู่ในเมืองชิโนะมิยะ ประเทศญี่ปุ่น โคชิเอ็งคือสนามชิงชัยความเป็นสุดยอดในกีฬาเบสบอลของเหล่านักเบสบอลมือสมัครเล่นระดับมัธยมปลายของญี่ปุ่น ก่อนที่จะได้เข้ามาแข่งขันในสนามโคชิเอ็งนั้นต้องผ่านการแข่งขันคัดเลือกจากโรงเรียนมัธยมปลายจากทั่วประเทศซะก่อน จึงมาเปิดศึกชิงตำแหน่งที่ 1 ณ สนามแห่งนี้ ผู้ที่มีลีลาการเล่นดีมีสิทธิ์ได้เป็นดาวเด่นของวงการเบสบอล สนามโคชิเอ็งเปิดใช้ครั้งแรกในวันที่ 1 เมษยน พ.ศ. 2467 รองรับผู้ชมได้ถึง 53,000 คน นับว่าสนามกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในเอเซียในสมัยนั้น สร้างขึ้นเพื่อรับรองการแข่งขันเบสบอลของโรงเรียนในระดับมัธยมปลายในเดือนสิงหาคมและมีนาคม

ในช่วงเดือนมีนาคมและสิงหาคมของทุกปีจะเป็นช่วงที่มีการแข่งขันแมทช์ใหญ่นัดสำคัญที่บรรดาเด็กมัธยมปลายต่างรอคอยเพื่อหาทีมตัวแทนจังหวัดไปแข่งระดับประเทศต่อไป หากใครที่อยากจะศึกษาประวัติความเป็นมาสนามเบสบอลนี้ให้มากขึ้น ที่นี่ก็มี The Museum of Hanshin Koshien Stadium ที่พร้อมให้ข้อมูลครบ แต่ต้องเสียค่าเข้าชมท่านละ 500 เยน หรือถ้าคุณอยากซื้อของพรีเมี่ยมที่ระลึกของทีมเบสบอล Hanshin Tiger ก็มีช็อป Tigers Shop Alps ที่มีขายทั้งอุปกรณ์เบสบอล เสื้อ หมวก พวงกุญแจ หรือจะเป็นอุปกรณ์สำหรับการเชียร์ที่นี่ก็มีครบ แต่ราคาก็แรงไม่เบาเลยทีเดียว ถ้าคุณไม่ได้ติดแบรนด์ Official เท่าไหร่นัก แนะนำว่าให้ซื้อตรงร้านค้าด้านหน้าสนามราคาก็จะถูกกว่ากันเยอะพอสมควร

กีฬาเบสบอล ถือได้ว่าเป็นกีฬาประจำชาติของประเทศญี่ปุ่น

Comments Off

December 18th, 2014 Posted 3:19pm

กีฬาเบสบอลและซูโม่ เป็นกีฬายอดนิยมของชาวญี่ปุ่น

โดยในต้นทศวรรษ 1990 ฟุตบอลอาชีพก็ถูกนำเข้ามาในญี่ปุ่นโดยเรียกการแข่งขันฟุตบอลดังกล่าวว่า “เจลีก” สองปีหลังจากนั้นชาวญี่ปุ่นดูจะพากันคลั่งไคล้เจลีก รวมทั้งดารนักเตะไม่ว่าจะเป็นนักเตะญี่ปุ่นหรือนักเตะต่างชาติ แต่หลังจากนั้นอีกสองปีคนดูฟุตบอลเจลีกก็ลดจำนวนลง กีฬาที่เปิดให้คนจำนวนมากเข้าชมไม่ค่อยปรากฏนักในกรุงโตเกียว กีฬาบางประเภทอย่างกอล์ฟก็แพงเกินไป ซึ่งกอล์ฟเป็นกีฬาที่คนญี่ปุ่นคลั่งไคล้มากที่สุด แต่คนมีฐานะดีเท่านั้นจึงจะเล่นได้ ส่วนสกีก็เป็นกีฬาอีกประเภทที่ได้รับความนิยมในญี่ปุ่น

กีฬาเบสบอล เป็นคู่แข่งกับซูโม่ในฐานะกีฬาประจำชาติ เป็นอุตสาหกรรมที่ทำเงินได้มากเพราะสามารถดึงคนดูเข้าสนามได้ถึง 15 ล้านคน ส่วนอีกล้านคนที่เหลือจะชมการแข่งขันจากโทรทัศน์ ขณะที่คนโดยสารรถไฟก็จะอ่านแต่หนังสือพิมพ์กีฬาระหว่างทางไปทำงานทุกเช้า โดยเฉพาะช่วงเมษายนถึงตุลาคม เพื่อติดตามรายละเอียดผลการแข่งของคืนวาน ญี่ปุ่นอาจจะจัดได้ว่าเป็นชาติที่บ้ากีฬาเบสบอลมากว่าสหรัฐอเมริกาเสียอีก ซึ่งความต่างระหว่างเบสบอลอเมริกาเหนือและญี่ปุ่น คือนักเบสบอลญี่ปุ่นถือว่ากีฬาเบสบอลเป็นอาชีพหนึ่งที่พวกเขาต้องฝึกฝนอย่างหนักในช่วงนอกฤดูแข่งขันเช่นเดียวกับที่ต้องฝึกหนักช่วงฤดูการแข่งขันในเดือนเมษายนถึงตุลาคม

การเล่นกีฬาเบสบอล

เป็นกีฬาที่โด่งดังมากในต่างประเทศไม่แตกต่างจากฟุตบอลเลย ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยได้รับความนิยมในประเทศไทยนัก แต่กีฬาเบสบอลก็ถือเป็นกีฬาอีกประเภทหนึ่งที่น่าสนใจมากๆโดยเฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่นนั้นถือได้ว่าเบสบอลเป็นกีฬาที่อยู่คู่ประเทศเขามาช้านาน กีฬาเบสบอลหรือที่ญี่ปุ่นเขาเรียกกันว่า ยะคิว เป็นกีฬาประเภทแข่งขันกันเป็นทีม มีการเล่นที่แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายรุกกับฝ่ายรับ ระหว่างทำการแข่งขัน 1 ทีมจะมีผู้เล่นทีมละ  9 คน การที่ญี่ปุ่นอนุญาตให้คนต่างชาติมาเล่นในทีมเบสบอลญี่ปุ่นได้ถือเป็นเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะทีมเบสบอลทุกทีมจะทำการเลือกผู้เล่นต่างชาติสามคนมาจากจำนวนผูเล่น 60 คนที่อยู่ในเมเจอร์ลีกและทีมสมัครเล่น

เทคนิคในการจับจังหวะของลูกการซ้อมตีของกีฬาเบสบอล

Comments Off

November 24th, 2014 Posted 2:50pm

การซ้อมตี ให้ได้ดี แม่นและแรง ก็มีวิธีสุดคลาสสิคก็คือโยนให้ตีจากด้านหน้า ที่หลายๆชมรม อาจรวมหัวจุ้มกัน 10-20 คน วงเดียว ผลัดกันเข้ามาตีนั่นคงเป็นเรื่องการซ้อมแบบสนุกๆ แต่หากเราจะซ้อมให้เข้มข้นไม่เสียเวลาก็ต้องจับคู่มีลุกสักถัง แล้วมีตาข่ายวิธีซ้อมผู้โยนก็โยนจากด้านหน้าตาข่าย ยืนเฉียงสัก 45-60 องศา หากหนาไปก็เสี่ยงที่จะโดนตีสวนใส่ให้หน้าแหก หากบางไป มุมที่โยนก็ไม่เกิดประโยชน์และจะทำให้เสียวงตีได้ จำง่ายๆว่าลูกโยนมาจากพิทเชอร์ มุมในการซ้อมให้ตี ก็ต้องใกล้กับองศาของลูกที่มาจากพิทเชอร์ นายแบบวันนี้คือคุณเจษฏา ผู้ถือเป็นซุปตาร์รุ่นกลางใหม่ในวงการ หุ่นอาจจะสมบรูณ์ไปสักนิด แต่ก็ถือเป็นตัวอย่างการตีให้น้องๆดูเพื่อศึกษาได้

จับจังหวะดูพี่เค้าให้ดีนะครับ เริ่มจากการยืนไม่กว้างไม่แคบเกินไป แยกขาราวความกว้างไหล่ตัวเองจังหวะแรก คือการถ่ายน้ำหนักมาข้างหลัง ยกขา-บิดเอวมาด้านหลัง เพื่อเตรียมถ่ายพลังไปด้านหน้า ไม้ยังถือในตำแหน่งปกติไม่ต้องยืดแขนมาก น้ำหนักตัวอยู่ขาหลัง ทั้งนี้มีแบตเตอร์บางคนก็ไม่นิยมการยกขาใช้วิธีการปักขารอตีเลยก็มิใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด สาระตรงนี้อยู่ที่การเตรียมส่งแรงไปข้างหน้าให้ได้ดีกว่าตามหลักฟิสิกส์จังหวะต่อมาคือการก้าวเท้าเข้าหาลูก เตรียมถ่ายแรงไปด้านหน้า ดึงแขนทั้งสองไปข้างหลัง แขนและข้อมือจับไม้ในลักษณะ L-grip หรือ 90 องศา พร้อมปักเท้าปิด อย่าชี้ปลายนิ้วเท้าไปหาคนโยนหรือพิทเชอร์จังหวะส่งแรงตี ดึงแขนลงมาให้มือนำไม้ จะเรียกว่าให้ตูดไม้มาก่อนหัวไม้ก็ได้ จังหวะจบหรือ Follow trough หลังจากตีด้วยแรงเต็มที่แล้ว ก็ควรส่งแรงที่มีมาจากหลังไปด้านหน้าให้จบวง นึกเหมือนว่าถ่ายน้ำหนักแบบลูกโมเมนตั้ม อย่าตีแล้วหยุดให้ค้างๆคาๆ ส่งแรงไปด้านหน้าปล่อยไม้จากมือขวาจบวงที่มือซ้าย เพื่อลดการดึงกล้ามเนื้อมากเกินไป (ไม่ปล่อยก็ได้แล้วแต่ถนัด)

Posted in เบสบอล

เตรียมร่างกายก่อนการเล่นกีฬาเบสบอล

Comments Off

October 11th, 2014 Posted 2:51pm

การได้รับบาดเจ็บขณะเล่นกีฬา เป็นสิ่งที่ผู้เล่นกีฬาทั้งระดับสมัครเล่นและมืออาชีพไม่ปรารถนา ทั้งนั้นหานอกจาก จะต้อง ทำให้ต้องหยุด การออกกำลังกาย หยุดเล่นกีฬานี้ตัวเองรักแล้ว ยังอาจจะต้องสูญเสียเวลา ค่าใช้จ่ายที่จะต้อง ทำการรักษาและ ฟื้นฟู สภาพ ร่างกายให้ กลับเข้าใกล้ปกติอีก ดังนั้นหากเราสามารถป้องกันร่างกายตนเองไม่ให้ได้รับบาดเจ็บจากการ เล่นกีฬาที่ เรารักได้ ก็จะเป็นประโยชน์อย่างสูง การป้องกันนั้นทำได้หลายทางได้แก่ การเตรียมสภาพร่างกายของเราให้พร้อมก่อน ทั้ง สมรรถ ภาพ ความแข็งแรง ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ มีขั้นตอนการอุ่นเครื่องก่อนลงเล่นกีฬาที่ดี และการ cool down หลังการ เล่น กีฬา รวมถึง มีเครื่องป้องกันส่วนของร่างกายก็มีโอกาส จะได้รับบาดเจ็บสูง โดยเฉพาะอย่างสูง เช่น เบสบอล มวย บาสเก็ตบอล ฟุตบอล ควรจะมีอุปกรณ์ เช่น อุปกรณ์สนับเข่า เป็นต้น หรือในนักกีฬาที่เคย มีการบาดเจ็บของข้อเท้าด้านใดด้านหนึ่งมาก่อนและ สภาพ ยัง ไม่เข้าสู่ปกติ แต่ต้องลงเล่นอีก ควรจะใช้เทปพันรอบข้อเท้าเพื่อเป็นการเพิ่ม ความแข็งแรงให้ข้อเท้า กันการพลิกซ้ำ เป็นต้น

บทบาทของนักกายภาพบำบัดในการกีฬานั้น เริ่มตั้งแต่ช่วงการแนะนำที่ถูกต้อง การ warm-up อุ่นเครื่อง การยืดกล้ามเนื้อ ที่ได้ ประสิทธิภาพ ตลอดจนการตามทีมกีฬา ซึ่งในกีฬาระดับอาชีพหลายๆ ประเภทในนานาประเทศนั้น จะมีนักกายภาพบำบัด ประจำทีม เพื่อตามรักษาขณะซ้อม ช่วยพัน tape ป้องกันการบาดเจ็บขณะเล่น และปฐมพยาบาล รักษาเบื้องต้นขณะแข่งขัน ตลอดจนรักษา นักกีฬาที่ได้รับบาดเจ็บ การป้องกันอันดับแรกที่จะกล่าวถึงได้แก่ การอุ่นเครื่อง warm-up ที่ถูกต้อง

การอบอุ่นร่างกายหรือที่รู้จักกันดีทั่วไปในหมู่นักกีฬาหรือผู้สนใจการออกกำลังกายว่าการ warm up นั้นหมายถึงการบริหาร ร่างกาย ในระยะเวลาสั้นๆ เพื่อเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมต่อการออกกำลังกายอย่างหนัก เช่น การเล่นกีฬาหรือในการแข่งขัน กีฬาเป็นต้น โดยการ อบอุ่นร่างกายที่มีประสิทธิผลคือกิจกรรมที่สามารถทำให้อุณหภูมิกาย อุณหภูมิกล้ามเนื้อ และปริมาณ เลือดที่ไหล เวียนสู่ กล้าม เนื้อที่จะ ใช้ งาน เพิ่มสูงขึ้นจากสภาวะพัก รวมทั้งควรเป็นกิจกรรมที่สามารถเพิ่ม ความยืดหยุ่นของ กล้ามเนื้อ เอ็นกล้ามเนื้อและ เอ็นข้อต่อร่วมด้วย ซึ่งการอบอุ่นร่างกายสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 แบบคือ Active warm up และ Passive warm up ดังนี้

1. Active warm up คือ การอบอุ่นร่างกายโดยให้มีการทำงานของกล้ามเนื้อที่จะใช้ในการออกกำลังกาย เมื่อกล้ามเนื้อ ทำ งาน หด-คลาย ตัว จะทำให้เลือดไหลเวียนมายังกล้ามเนื้อมากขึ้นมีการเพิ่มการเผาผลาญภายในเซลกล้ามเนื้อเพื่อเกิดพลังงานมากขึ้น จึงทำให้ อุณหภูมิกายและอุณหภูมิกล้ามเนื้อเพิ่มสูงขึ้นเช่น การวิ่งเหยาะอยู่กับที่ เป็นต้น

2. Passive warm up คือการอบอุ่นร่างกายที่อุณหภูมิกล้ามเนื้อและอุณหภูมิกายสูงขึ้นจากการได้รับความร้อนจากภายนอกร่างกาย เช่น การอบไอ น้ำ การประคบความร้อน เป็นต้น

นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งการอบอุ่นร่างกายออกเป็น การอบอุ่นร่างกายของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย (Whole body warm up) การอบอุ่น กล้ามเนื้อเฉพาะที่ (Local muscle warm up) หรือ การอบอุ่นร่างกายด้วยกิจกรรมที่มี ีลักษณะคล้ายกับกีฬา ชนิด นั้นๆ (Related or Specific warm up) และการอบอุ่นร่างกายโดยกิจกรรม ทั่วไปที่ไม่จำเป็นต้องม ีลักษณะใกล้เคียง กับกีฬา ชนิดนั้นๆ (Unrelated or Non-specific warm up)